Monday, October 5, 2015

การขอวีซ่าท่องเที่ยวประเทศโรมาเนีย ข้อมูลอย่างละเอียด

การขอวีซ่าท่องเที่ยว ประเทศโรมาเนีย (How to apply travel visa to Romania)

*อัปเดทข้อมูล ณ วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ.2558 (15/11/2015) 



ประเทศโรมาเนีย (Romania) เป็นหนึ่งประเทศในยุโรปตะวันออกเฉียงใต้ ติดกับประเทศบัลแกเรีย เซอร์เบีย ฮังการี มอลโดวา และยูเครน และมีทะเลดำเป็นทางออกสู่ชายฝั่ง มีเมืองหลวงชื่อกรุงบูคาเรสต์

จากสถิติ คนไทยยังไปเที่ยวโรมาเนียไม่มากนัก เนื่องจากความลำบากในการเดินทางไปในอดีต และความนิยมในการท่องเที่ยวน้อย คนมักรู้จักโรมาเนียจากตำนานผีดูดเลือดแดรกคูล่ากันเท่านั้น แต่ในปัจจุบัน การท่องเที่ยวไปยังประเทศโรมาเนียกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น เป็นประเทศในยุโรปที่มีค่าครองชีพไม่สูง อาจเทียบได้ใกล้เคียงกับบ้านเรา และชาวโรมาเนียนั้น ถือว่าเป็นชนชาติยุโรปที่มีมิตรไมตรีกับนักท่องเที่ยวมาก สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ ความอันตรายในเรื่องของคนเร่ร่อน หรือชาวยิปซี โจรฉกชิงวิ่งราวหรือทำร้ายนักท่องเที่ยวลดน้อยลงกว่าเมื่อก่อนมาก สามารถเดินทางไปได้อย่างปลอดภัย เผลอๆอาจจะมากกว่าเมืองยอดนิยมอย่างปารีส หรือโรมด้วยซ้ำ

ที่สำคัญคือ โรมาเนีย เป็นประเทศคอมมิวนิสต์เก่าที่เพิ่งเปิดประเทศได้ไม่นาน ยังไม่ถูกระบบทุนนิยมดูดกลืนมากนัก สิ่งก่อสร้าง ตึกรามบ้านช่อง สถาปัตยกรรมเก่าแก่ มีความโดดเด่นมาก โดยได้รับอิทธิพลทั้งจากโรมัน ออตโตมัน และอารยธรรมลุ่มน้ำดานูบ นอกจากนั้นแล้ว ธรรมชาติก็ยังสมบูรณ์ โดยเฉพาะเทือกเขาคาร์ปาเตียน ( Carpithian)  ที่มีความยาวกว่า 1,700 กิโลเมตร พาดเป็นแนวยาวจากยุโรปกลางมาทางตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีพื้นที่ถึง  1 ใน 3 ของเทือกเขาอยู่ในประเทศโรมาเนีย และนับเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่มีความหนาแน่นของประชากรสัตว์ป่าอย่างหมีสีน้ำตาล หมาป่าสีเทา เลียงผาชามัวส์ และแมวป่ามากที่สุดในยุโรป พื้นที่บริเวณเชิงเขา เป็นแหล่งน้ำพุร้อนและน้ำแร่จำนวนมาก และยังมีผืนป่าสมบูรณ์ที่ยังไม่ถูกรุกล้ำหรือครอบครองมากที่สุดในยุโรป มีพื้นที่มหาศาลกว่า 2,500 ตารางกิโลเมตร ซึ่งนับเป็น 65% ของทั้งทวีปยุโรป พื้นที่ธรรมชาติอันสมบูรณ์จริงถือเป็นเสน่ห์ที่สำคัญของโรมาเนีย



การดำเนินการขอวีซ่าสำหรับเดินทางท่องเที่ยว มีขั้นตอนดังนี้

ปัจจุบัน นักท่องเที่ยวชาวไทย (ผู้ถือหนังสือเดินทางไทย) ต้องทำการกรอกแบบฟอร์มการขอวีซ่าท่องเที่ยวระยะสั้น(90วัน) ผ่านระบบอินเตอร์เนต โดยให้ผู้เดินทาง เข้าไปในเวปไซต์ http://evisa.mae.ro/home เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆจนแล้วเสร็จ รออีเมล์ตอบรับจากทางกงสุลสำหรับวันและเวลาของการนัดเพื่อยื่นเอกสารและสัมภาษณ์ ที่สถานกงสุลโรมาเนีย ซึ่งตั้งอยู่ที่ชั้น 12 อาคารสิรินรัตน์ ถ.พระราม 4 ตรงข้ามกับตึกมาลีนนท์ หาง่ายมากครับ เอารถไปจอดโลตัสพระราม 4 แล้วเดินย้อนมานิดเดียว โดยเวลาทำการสำหรับการยื่นแบบขอวีซ่า จะเป็นวันอังคาร เวลา 14:00-16:00 และวันศุกร์ 9:30-12:30 เท่านั้น!! หรือข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://bangkok.mae.ro/en/node/397

 

การเข้าไปกรอกข้อมูลในเวปไซต์ http://evisa.mae.ro/home ก็ไม่ยาก เป็นภาษาอังกฤษ โดยข้อมูลที่ต้องกรอก ก็เป็นข้อมูลส่วนตัวปกติ และข้อมูลเกี่ยวกับการเดินทาง โดยในครั้งแรกจะต้องทำการสมัครด้วยอีเมล์ก่อน แล้วรออีเมล์อัตโนมัติ ซึ่งจะส่งรหัสหมายเลขคำร้องขอวีซ่าของเรามาให้ ทีนี้เราจะสามารถล็อคอินเข้าไปกรอกข้อมูลวีซ่าโดยใช้หมายเลขคำร้องกับพาสเวิร์ดที่เราตั้งในตอนสมัคร หรือง่ายกว่านั้นเราก็กดลิงค์จากในอีเมล์ที่เราได้รับ ก็จะเปิดหน้าเวปไซต์เพื่อกลับมากรอกข้อมูลต่างๆจนครบสมบูรณ์ พร้อมกับอัปโหลดเอกสารที่จำเป็นในการยื่นคำขอไปบนเวปไซต์  อันได้แก่

- Valid Travel Document : หนังสือเดินทาง ที่มีอายุเหลือเกินกว่า 6 เดือนนับจากวันที่ประสงค์จะเดินทางเข้าประเทศโรมาเนีย และจะต้องมีหน้าว่างเหลือไม่ต่ำกว่า 2 หน้า
- Photographs : รูปถ่ายขนาด 2 นิ้ว ( 40x30มล) พื้นหลังสีขาว เห็นใบหน้าชัดเจน ถ่ายมาไม่เกิน 6 เดือน
- Accommodation : เอกสารแสดงการจองที่พัก หรือที่อยู่อาศัยที่จะไปพำนัก พร้อมที่อยู่และหมายเลขติดต่อที่ชัดเจน (ภาษาอังกฤษ)
- Travel Ticket : บัตรโดยสารเครื่องบิน หรือเอกสารข้อมูลการจอง
- Vehicle Supporting Documents : เอกสารเกี่ยวกับการเดินทางนอกเหนือจากตั๋วเครื่องบิน เช่น การเช่ารถ เป็นต้น (ถ้ามี .. ถ้าไม่มี ก็ไม่ต้องอัปโหลด)
- Travel Medical Insurance : ประกันค่ารักษาพยาบาล และการเสียชีวิตระหว่างการเดินทาง ครอบคลุมไม่ต่ำกว่ารายละ €50,000 หรือประมาณ 2 ล้านบาท และต้องมีระยะเวลาครอบคลุมการเดินทางทั้งหมด บวก 1 วัน  (เช่น ไป  12 วัน  ต้องทำประกันครอบคลุม 13 วัน)  (ภาษาอังกฤษ) **อันนี้ ต้องมีตั๋วเครื่องบินก่อน เพราะต้องระบุวันที่ความคุ้มครองจะครอบคลุม เราใช้ของนวกิจเป็นประจำ เพราะสะดวก และได้ไวมาก (ถ้าใครไม่มีที่ประจำลองโทรปรึกษา K.จิดาภา 083-6656466 เวลาทำการ)
- Means of Support : เอกสารรับรองทางการเงินจากธนาคาร หรือสเตทเมนต์ย้อนหลัง 6 เดือน โดยควรมีเงินคงเหลือแสดงไว้ล่าสุดไม่เกิน 30 วันก่อนวันยื่นคำขอ (วันที่อัปบุ๊คแบงค์ล่าสุดไม่เกิน 30 วันก่อนดำเนินการยื่นเรื่อง) และต้องมีเงินคงเหลือไม่ต่ำกว่าผลรวมจำนวนวันของการท่องเที่ยวทั้งหมด x €50 แต่ต้องไม่ต่ำกว่า €500 แปรจากเงินบาทตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ เวลายื่นคำร้องขอวีซ่า (สมมติไปเที่ยว 12 วัน  ต้องมีเงินในบัญชีอย่างน้อย €50x12=€600 เป็นต้น)
- Proof of Itinerary : เอกสารการจองการท่องเที่ยวจากบริษัทท่องเที่ยว หรือตารางการท่องเที่ยวที่กำหนดเอง โดยสอดคล้องกับการจองที่พักหรือที่พำนัก (ภาษาอังกฤษ)


เอกสารที่บอกทั้งหมดด้านบนนี้ จะต้องสแกนแล้วอัปโหลดเข้าไปในแบบฟอร์มทางอินเตอร์เนตในหน้าที่ 4 ของการกรอกวีซ่า จะมีปุ่มให้กดอัปโหลดไฟล์ตามชนิดที่ระบุเลย โดยจะต้องเป็นไฟล์  pdf , png หรือ  jpg  ที่ไม่เกิน 2MB 

เมื่อกรอกข้อมูลจนครบทั้งหมดแล้วไม่มีตกหล่น (12 หน้า) ก็กดส่งยืนยัน เวปไซต์ก็จะแจ้งว่า เราได้ดำเนินการส่งคำร้องขอเรียบร้อยแล้ว ข้างล่างจะมีปุ่มให้กด  download แบบคำร้องขอวีซ่าของเรา อย่าลืมโหลดก่อนที่จะปิดหน้าอินเตอร์เนตนะครับ เพราะจะกลับมาไม่ได้แล้วถ้าลืมโหลดไว้ก่อน แล้วปรี๊นท์ออกมาด้วย ต้องใช้ครับ

แล้วเราก็รอรับอีเมล์จากกงสุลเพื่อจะได้ทราบวันนัดยื่นเอกสารและสัมภาษณ์กันละ โดยอีเมล์แจ้งเตือนจะมาภายใน 3-5 วันทำการ พร้อมยืนยันวันและเวลานัดหมายมาด้วย ซึ่งถ้าเราไม่สะดวก เราสามารถเข้าไปเปลี่ยนวันและเวลาได้ตามที่มีว่าง โดยเข้าไปจากลิงค์ในอีเมล์ของเรา ใส่รหัสผ่านพร้อมพาสเวิร์ดแล้ว จะมีปุ่ม Re-Schedule อยู่ด้านล่าง กดตรงนั้นแล้วเลือกวันเองก็ได้ครับ

ทีนี้ก็มาถึงวันนัดจริงกันละ ต้องเตรียมอะไรบ้าง

- หนังสือเดินทาง พร้อมสำเนา 1 ใบ
- รูป 1 ใบ
- บุ๊คแบงค์ตัวจริงพร้อมสำเนาบุ๊คแบงค์ หรือสเตทเมนต์ตัวจริงที่มีตราประทับจากธนาคาร (ตามสะดวก) 1 ชุด
- เอกสารรับรองการทำงานจริง 1 ชุด หรือในกรณีเจ้าของกิจการ ให้ใช้ทะเบียนบริษัท เอกสารจดทะเบียนหุ้นส่วนฯลฯ ฉบับจริง พร้อมสำเนา 1 ชุด ทุกแผ่นทุกหน้า 
- เอกสารยืนยันตารางการเดินทางท่องเที่ยว 1 ชุด 
- สำเนาเอกสารยืนยันการจองตั๋วโดยสารที่ระบุวันเดินทาง 1 ชุด
- สำเนาเอกสารยืนยันการจองที่พักหรือที่พำนักระบุที่อยู่และหมายเลขติดต่อ  1 ชุด 
- เอกสารเชิญจากคนท้องถิ่น (ถ้ามี) 1 ชุด
- ค่าธรรมเนียมการดำเนินการและค่าวีซ่า 2,400฿ 
- ใบคำร้องขอวีซ่า ที่เรา Download มา ปรี๊นท์ออกมาด้วย เอาไป 1 ชุด อย่าลืมเซ็นลายเซ็นที่ตรงกับพาสปอร์ตในช่องลายเซ็นขวาล่างสุดหน้าสุดท้ายด้วยนะ 

*ใครที่เคยเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนนามสกุล แต่งงานมีคู่สมรส ให้นำเอกสารเหล่านั้นพร้อมสำเนาติดไปด้วย (เผื่อจนท.อาจจะขอดูเพิ่มเติม) และเอกสารทุกใบ ไม่จำเป็นต้องเซ็นสำเนาถูกต้อง เซ็นที่เดียวเฉพาะในใบคำร้องขอวีซ่าเท่านั้น !! 

เมื่อเอกสารพร้อม ก็ไปที่สถานกงสุล ตามวันเวลาที่นัดได้เลยครับ และเนื่องจากสถานกงสุลมีขนาดเล็กมาก ไม่จำเป็นไม่ต้องไปก่อนเวลามากนัก ไปพอดีๆ เผื่อสักไม่เกิน 15 นาทีก็เกินพอ เพราะเดี๋ยวจะเข้าไปอัดกันแน่นเกิน (แต่จะว่าไป คนก็ไม่เยอะอยู่แล้ว )

วันที่เราไป (ศุกร์ 25/09/2015) เราได้คิวรอบเวลา 10:00 ตรง  ส่วนเพื่อนเราที่จะไปเที่ยวด้วยกันได้เวลา 10:10 10:40 และ 11:00 ตามลำดับ 
เมื่อกดลิฟต์ขึ้นไปชั้น 12 (ถ้าจะเข้าห้องน้ำ เข้าข้างล่างเลยนะ ข้างบนไม่มี) เดินไปถึงหน้าประตู สังเกตธงชาติเอา จะมีออดให้กด จนท.จะมาเปิดประตูให้เราเข้าไปรอข้างใน แต่วันที่เราไป จนท.มายืนกวักมือเรียกให้เข้าไปพอดี ไม่ทันต้องกดออด  ซึ่งด้านในเป็นออฟฟิศกงสุลขนาดประมาณ 30 ตารางเมตรเท่านั้น อบอุ่นมาก เราเข้าไปเกือบๆ 10:00 มีคนต่างชาติชาวเวียดนามมารอรับเล่มวีซ่ากัน 5-6 คน ไม่มีคนไทยเลย! ย้ำ! 

เรานั่งรอสักพัก ก็จะมี จนท.สุภาพสตรี ประกาศเรียกชื่อเราเป็นคนแรก ให้เข้าไปตรงเคาน์เตอร์กระจก (มีช่องเดียว) พร้อมกับขอเอกสารเรา เราก็เอาเอกสารที่เตรียมมายื่นให้นางทั้งหมดเลย นางก็รับไปแล้วเรียบเรียง ตรวจสอบเอกสาร ระหว่างนั้นก็ชวนคุย ถามว่าเราไปเที่ยวเหรอ แล้วบริษัทที่เราจองแพกเกจไปด้วย (Dreamtrips) เป็นของประเทศอะไร  นางไม่รู้จักแต่ทำไมเห็นคนไปกับที่นี่เยอะ แล้วก็ถามว่าไปกับใคร บอกเราว่าช่วงที่เราไปหนาวนะ และเรื่องทั่วๆไปอีกนิดหน่อย ก็ตรวจเอกสารเสร็จพอดี ไม่เกิน 5 นาทีแน่ๆอะ จนท.สุภาพสตรีท่านนี้ยิ้มแย้มแจ่มใส พูดภาษาอังกฤษได้ดี พร้อมบอกเราว่า โอเค เอกสารคุณครบถ้วน จะขอค่าธรรมเนียม 2,400฿ ด้วย เดี๋ยวเค้าจะออกใบเสร็จที่เป็นใบรับหนังสือเดินทางพร้อมวีซ่าให้ วีซ่าจะได้ในอีก 1 สัปดาห์ คือเราไปวันศุกร์ที่ 29 กันยา ให้มารับเล่มวันศุกร์ที่  2 ตุลา ก็ 1 สัปดาห์พอดี (จากการสอบถามจาก จนท.โดยมากจะไม่เกินนี้) เราก็จ่ายไป 2,400฿ ได้รับใบเสร็จที่เป็นใบรับเล่มมาด้วย พร้อมเซ็นลายเซ็นอีกรอบที่ใบรับนั่นละ ก็เป็นอันจบพิธี  รวดเร็วมาก ง่ายมาก!!
*เราสามารถให้ใครมารับเล่มแทนเราได้เลย แค่เอาใบรับเล่มไปยื่น .. สบายเหอะ
**ในกรณีที่ไม่สามารถทิ้งเล่มหนังสือเดินทางไว้ที่สถานกงสุลได้ เช่น ต้องเดินทางในช่วงเวลาระหว่างรอรับวีซ่าพอดี เราสามารถขอ จนท.รับเล่มกลับออกมาใช้ก่อนได้ แล้วเมื่อถึงวันที่วีซ่าออก ก็ค่อยเอาเล่มมาแล้ว จนท.จะทำการติดวีซ่าลงในเล่มหนังสือเดินทางให้ในตอนนั้นเลย .. ใจดีมากเหอะ 

สรุป.. ขั้นตอนการขอวีซ่าโรมาเนีย ไม่ยากเลย ขอแค่เอกสารชัดเจนครบถ้วนตามที่สถานกงสุลกำหนดไว้ จนท.ตรวจสอบแล้วตรงก็จบ เอกสารจริงบางตัวยังไม่ดูเลย เน้นหลักๆที่ตารางการเดินทางที่แน่นอน ชัดเจนตามที่กรอกผ่านอินเตอร์เนตไป แค่นั้นเอง อะไรขาดตกบกพร่อง จนท.ก็ช่วยเหลือดี ไม่มีดุหรือถามคำถามอะไรแบบสถานฑูตดุๆที่อื่น คือรวดเร็ว ราบรื่น ง่าย และใช้เวลาพอๆกับไปเปลี่ยนสมุดบัญชีที่ธนาคาร ประมาณนั้นเลยครับ

ทีนี้ก็ถึงวันนัดรับเล่ม ก็คือ 1 สัปดาห์ต่อมา เราก็ไปรับเล่มตามเวลาที่นัด คือ 11 โมง ซึ่ง เราสามารถไปรับเมื่อไหร่ก็ได้ตามเวลาทำการนับเริ่มต้นจากวันและเวลานัดแต่ไม่เกิน 30 วัน เราสามารถให้ใครไปรับเล่มให้ก็ได้ แต่ต้องไม่ลืมสิ่งที่สำคัญที่สุดนั่นคือ  ใบเสร็จค่าวีซ่าที่เราจ่ายไปแล้ววันที่มายื่นเอกสาร นั่นคือหลักฐานการรับเล่มนั่นเอง โดยไม่จำเป็นต้องมอบอำนาจอะไรทั้งสิ้นครับ

เมื่อไปถึงที่ทำการกงสุลที่เดิม ก็รอเจ้าหน้าที่เรียก เขาจะขานชื่อตามคิว แล้วเราก็ไปรับเล่มที่ช่องบริการ หนังสือเดินทางที่ผ่านการอนุมัติ ก็จะมีวีซ่าแปะอยู่เอาไว้ให้เรียบร้อยแล้ว  เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการ  ในกรณีที่คุณไม่ได้ทิ้งเล่มเอาไว้  ทางเจ้าหน้าที่ก็จะขอเอาเล่มไปแปะวีซ่าให้  ก็ใช้เวลาประมาณ  3-5 นาทีเท่านั้นก็รับเล่มกลับได้เลย

รายละเอียดทั้งหมด ก็มีเท่านี้เลยครับ เดี๋ยวมาต่อกันอีกครั้ง กับการแชร์ประสบการณ์การไปเที่ยวที่โรมาเนีย กลับมาเจอกัน  ตามอ่านด้วยนะครับ ^^

อีกช่องทางในการติดตามเรื่องราวการเดินทางของเราที่ : Facebook Fanpage  https://www.facebook.com/vacationrightaway
และถ้าหากใครมีข้อสงสัยอะไร ยินดีให้คำปรึกษานะครับ inbox มาเลย จะพยายามตอบกลับทุกเรื่อง แต่อาจจะช้าบ้างก็อย่าถือสานะ

•••••••••••••••••••••••••••••••••••

FYI 
Q1 : ถ้ามีเชงเก้นวีซ่าแล้ว  ยังต้องขอวีซ่าโรมาเนียมั้ย? 
A1 : ปัจจุบันประเทศโรมาเนีย ยังไม่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกเขตเชงเก้น อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ผู้เดินทางมีเชงเก้นวีซ่าระยะยาวในประเทศสมาชิกเชงเก้นมากกว่า 2 ประเทศขึ้นไป หรือมีเชงเก้นวีซ่าแบบมัลติเพิ่ลระยะยาวที่ยังไม่หมดอายุ สามารถเข้าประเทศโรมาเนียเพื่อท่องเที่ยวได้ตามจำนวนวันที่เหลือในเชงเก้นวีซ่านั้นๆแล้ว่ไมีเกิน 90 วัน โดยไม่ต้องขอวีซ่าท่องเที่ยวของโรมาเนียเพิ่ม

Q2 : วางแผนการเดินทางอย่างไรดี เพื่อไปยังประเทศโรมาเนีย?
A2 : ปัจจุบัน ยังไม่มีสายการบินใด ที่มีเที่ยวบินตรงจากสนามบินสุวรรณภูมิ ไปยัง สนามบิน Bucharest Henri Coandǎ International Airport ที่กรุงบูคาเรสต์ เมืองหลวงของประเทศโรมาเนีย แต่สามารถเดินทางไปได้โดยการต่อเครื่องบินที่ประเทศในยูโรโซนได้หลายประเทศเช่น เยอรมัน ออสเตรีย อิตาลี เป็นต้น แล้วต่อสายการบินจากจุดหมายแรก ไปยังโรมาเนียอีกต่อ แต่ในกรณีนี้ ผู้เดินทางจำเป็นต้องศึกษาข้อมูลเรื่องการทรานสิทให้ดี เนื่องจากอาจต้องมีการทำวีซ่าเพื่อทรานสิทในบางประเทศ : ตัวอย่างเช่น ถ้าเดินทางด้วยการบินไทย (Thai Airways) จะต้องไปลงสนามบินแฟรงค์เฟิร์ตที่เยอรมัน แล้วต่อสายการบินทาโรม (Tarom) อีกต่อ เพื่อไปยังบูคาเรสต์ ผู้เดินทางจำเป็นจะต้องขอเชงเก้นวีซ่าประเทศเยอรมันเพิ่ม เพื่อทรานสิทที่สนามบินแฟรงค์เฟิร์ต อย่างนี้เป็นต้น 

Q3 : วิธีไหนที่สะดวกที่สุดในการเดินทางไปยังประเทศโรมาเนีย
A3 : สำหรับตัวแอดมินเองนะ แนะนำว่าให้เดินทางด้วยสายการบิน AeroFlot จากสนามบินสุวรรณภูมิ (BKK)ไปลงที่สนามบิน Sheremetyevo (SVO) ที่กรุงมอสโคว์ ประเทศรัสเซีย แล้วพักที่นี่หนึ่งคืน และทรานสิทต่อไปยังสนามบิน Bucharest Henri Coandǎ (OTP) ที่กรุงบูคาเรสต์ ประเทศโรมาเนียในเช้าวันรุ่งขึ้น ด้วยเหตุผลหลายข้อ คือ 
        1. ราคาตั๋วชั้นเดินทางไม่แพง เมื่อเทียบกับเจ้าอื่นๆ ราคาประมาณ 25,xxx-30,xxx บาท 
        2. เครื่องที่ใช้บินจากสุวรรณภูมิ ไปสนามบิน SVO เป็นเครื่อง 777-300ER ซึ่งมีขนาดใหญ่ นั่งสบาย มีจอทีวีทุกที่นั่ง มาตรฐานความปลอดภัยของสายการบิน AeroFlot ในปัจจุบัน จัดอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก จากการที่เป็นสายการบินแห่งชาติของรัสเซีย ประเทศมหาอำนาจในยุคปัจจุบัน เพราะฉะนั้นก็สบายใจดี 
        3. ทรานสิทที่รัสเซีย ไม่ต้องใช้วีซ่า เพราะมีข้อตกลงยกเว้นให้คนไทย ประหยัดค่าเชงเก้นทรานสิทไปหลายพันเลย
        4. เวลาเดินทางต่อเครื่องไม่เหนื่อยดี ออกจากประเทศไทยช่วงเช้าก็ไม่ต้องอดนอน (สายการบินอื่นๆออกกลางคืนหมดเลย) ใช้เวลาเดินทาง 9-10 ชม. เราจะถึงมอสโคว์บ่ายๆ หาที่พักในบริเวณสนามบินเตรียมเอาไว้ 1 คืน ราคาไม่แพง 2 พันนิดๆก็หรูหราใกล้สนามบินแล้ว (ระหว่างนั้น ยังสามารถนั่งรถไฟไปเที่ยวในตัวเมืองมอสโคว์ได้ด้วย เพราะมีเวลาหลาย ชม. แล้วค่อยนั่งรถไฟกลับมาพักผ่อนสบายๆ) วันรุ่งขึ้นก็ค่อยเดินทางต่อไปบูคาเรสต์ในตอนเช้า ใช้เวลา 1:30 ชม. ก็ถึง จะได้มีแรงเที่ยวเต็มๆวันได้ ส่วนขากลับ เราไม่จำเป็นต้องหยุดค้างที่มอสโคว์อีก เพราะเวลาทรานสิทจะสั้นมาก สามารถต่อเครื่องกลับประเทศไทยได้เลย 

หรือถ้าอยากไปสายการบินอื่นๆก็มีอย่าง  Luffthansa / Austrian / Turkish ทุกสายต้องทรานสิท แต่จะเป็นการทรานสิทกับสายการบินเดียวกัน ก็สะดวกดี แต่จำให้ขึ้นใจเรื่องวีซ่าทรานสิตในบางประเทศ ก่อนตัดสินใจต้องหาข้อมูลดีๆนะครับ




⚠️ข้อมูลทั้งหมดในบลอค VRA เรียบเรียงและเขียนขึ้นจากประสบการณ์จริงของแอดมินเอง แชร์ได้ บอกต่อได้ครับ แต่ขอสงวนสิทธิ์ ห้ามผู้ใดก็ตามทำการคัดลอกข้อมูลไปใช้เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ หรือการค้าทุกรูปแบบโดยไม่ได้รับอนุญาตนะครับ⚠️
#vacationrightaway #VRA 
https://www.facebook.com/vacationrightaway









Friday, August 28, 2015

Top 5 "ฟามิเรซึ - ファミレス"

วันนี้ เราจะมาทำความรู้จักกับ Top 5 ร้านอาหารแบบครอบครัวราคาประหยัด หรือ Family restaurant ที่ญี่ปุ่นกันครับ
แฟมิลี่เรสตัวรองค์ หรือ "ฟามิเรซึ - ファミレス" นั้น คือร้านอาหารอีกประเภทหนึ่งที่เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในญี่ปุ่น เน้นบริการอาหารที่หลากหลาย เหมาะกับทุกคนในครอบครัวนั่นเอง โดยความแตกต่างหลักๆของร้านอาหารประเภท ฟามิเรซึ กับร้านอาหารปกตินั้น มีหลายข้อด้วยกัน โดยอาจแบ่งให้เข้าใจได้พอสังเขป ดังนี้
- ฟามิเรซึนั้น บริการอาหารที่คุณภาพและราคาใกล้เคียงกับร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดอย่างแมคโดนัล แต่มีอาหารที่หลากหลายกว่า คือ มีอาหารเรียกน้ำย่อย อาหารจานหลัก ซุป สลัด ของหวาน เครื่องดื่ม พูดง่ายๆคือ มีเมนูแบบร้านอาหารใหญ่ๆเลยล่ะ แต่เค้าเปิดร้านหน้าตาดูเข้าถึงง่าย ในราคาย่อมเยากว่าเท่านั้นเอง โดยการตกแต่งร้าน จะเน้นโปร่ง โล่ง กระจกบานใหญ่ๆ คนข้างนอกมองเห็นภายในร้านชัดเจน และมีโต๊ะนั่งจำนวนมากจนเหลือเฟือ
- คุณสามารถนั่งที่ร้านฟามิเรซึได้นานเท่าที่คุณอยากจะนั่งเลยล่ะ ไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครมาไล่เหมือนร้านอาหารปกติที่ญี่ปุ่น ที่มักกำหนดเวลาให้ลูกค้านั่งได้ไม่เกิน 2 ชม. จึงมักเป็นร้านที่เด็กนักเรียน นักศึกษาชอบนัดมาติวหนังสือกัน ดีกว่าอุดอู้อยู่ในอพารต์เม้นต์แคบๆของตัวเองตั้งเยอะ
- ไม่ต้องจองล่วงหน้า อยากกินก็เดินเข้าไปเลยเพราะร้านอาหารแบบฟามิเรซึส่วนมากจะเปิด 24 ชม. และบริการอาหารตลอดเวลา ไม่มีเวลาปิดครัว จึงทำให้ลูกค้าเข้า-ออกได้ตลอดเวลา ไม่เฉพาะแค่มื้อใดมื้อหนึ่งเหมือนร้านปกติ ซึ่งต้องจองที่นั่งล่วงหน้าเพราะมักจะคนแน่นตามมื้ออาหารนั่นเอง
- บริการอาหารหลากหลาย ทั้งอาหารตะวันตก ตะวันออก และอาหารญี่ปุ่น บางร้าน มีบริการสเต็ก สลัดแบบตะวันตก แต่ก็บริการบะหมี่ญี่ปุ่น ข้าวปั้น พร้อมข้าวผัดแบบจีนด้วยก็มีนะ แถมเกือบทุกร้าน จะมีขนมหวานอย่างไอศครีม เค้ก แพนเค้ก หรือเครื่องดื่มอย่างชา กาแฟบริการกันอย่างกับเป็นร้านขนมเลยล่ะ อ้อ.. ส่วนมากแล้ว ร้านฟามิเรซึจะมีบริการ soft-drink refill ให้เลือกด้วยนะ สำหรับคนที่ตั้งใจจะนั่งยาวๆ ซึ่งหาไม่ได้ในร้านอาหารแบบปกติ
- ราคาอาหารจะย่อมเยาว์กว่าร้านปกติ ในเมนูที่เหมือนๆกัน เช่น แฮมเบิร์กสเต็ก ขนาด 150 กรัมในร้านฟามิเรซึ อาจจะมีราคาแค่ ¥500 ในขณะที่ในร้านสเต็กปกติ อาจขายในราคา ¥1,500 เป็นต้น แต่คุณภาพและความอร่อยก็ไม่ได้เลวร้ายนะครับ
ทีนี้ มารู้จักกับร้านอาหารแบบ ฟามิเรซึ ที่ดีที่สุด 5 อันดับของแอดมินตามรูปกันเลยครับ
*ใครคิดเหมือนแอดมินบ้าง แชร์ไอเดียกันนะครับ

อันดับ 1

Royal Host - ロイヤルホスト
ร้านนี้ มาวินอันดับที่ 1 เลย เพราะคุณภาพอาหารถือว่าดี คือคุ้มค่า คุ้มราคา และมีเมนูเยอะมาก • ข้าวหน้าหมูทอดซอสเดมิกลาส ถือเป็นเมนูเด็ดที่ต้องลอง • สเต็กสันนอก ราดเกรวี่เข้มข้น เสริฟกับข้าวญี่ปุ่นก็เป็นอีกหนึ่งที่ดีเลิศที่นี่ • ที่สำคัญสลัด แซนด์วิชที่นี่ อร่อยทุกอย่าง แถมขนมหวานอย่างพาร์เฟ่ท์ที่มีให้เลือกเยอะมาก รับประกันรสชาติที่ยอดเยี่ยมได้เลย • และทุกสาขามีมาตรฐานรสชาติเดียวกัน สบายใจได้ 
FYI : breakfast แบบสากล ที่นี่ ฝากความหวังได้เลยนะครับ Eggs Benedict เซตพร้อมสลัดและกาแฟในราคา ¥830 นั้นอร่อยคุ้มค่ามาก บริการถึง 11:00 ทุกวัน

บรรยากาศร้าน Royal Host สาขาชินจูกุ


อันดับ 2
COCO's - ココス
ร้านนี้มาอันดับ 2 เป็นร้านที่มักเจอตามเมืองเล็กๆต่างๆทั่วประเทศญี่ปุ่น • ข้อดีคือ มีเมนูตามฤดูกาลที่น่าสนใจมานำเสนอลูกค้าเสมอ • เน้นอาหารฝรั่งอย่างพาสต้า พิซซ่า สลัด และแฮมเบอร์กะทะร้อนที่หลากหลาย แต่ก็มีข้าวหน้าปลาดิบญี่ปุ่นบริการด้วย ถือว่าเป็นร้านที่มีเมนูเยอะมากๆ • อาหารเช้าที่นี่จะเป็นแบบบัฟเฟ่ต์สากลผสมญี่ปุ่น บริการขนมปัง ครัวซองค์ ไข่กวน ข้าวต้ม ปลาย่าง สลัด ผักดอง ฯลฯ 
FYI : ผักโขมญี่ปุ่นผัดเห็ดชิเมจิในซอสถั่วเหลืองที่นี่ อร่อยดีครับ

อันดับ 3
Saizeriya - サイゼリヤ
ร้านนี้มาอันดับที่ 3 ด้วยความที่อาหารที่นี่เน้นไปทางอิตาเลี่ยน เช่น พาสต้า พิซซ่า • รสชาติของอาหารอิตาเลี่ยนถือว่าสอบผ่าน แต่อาหารอื่นๆอย่างเสต็ก หรือแม้แต่ข้าวผัดนั้น ไม่อร่อยเลยล่ะ • ข้อดีคือ เป็นร้านที่มีสาขาเยอะมาก ไปไหนก็เจอง่าย บริการดีครับ
FYI : พิซซ่าอร่อยทุกหน้า ราคาแค่ ¥399 เอ้งงง

อันดับ 4
Café Restaurant GUSTO - ガスト
อันดับที่ 4 ของเรา คือร้านกัสโต้ที่มักเจอตามริมถนนหลวงใหญ่ๆ มีที่จอดรถให้ผู้เดินทางแวะพักนั่งกินอาหารได้ในบรรยากาศอบอุ่น • เมนูหลักที่นี่คือเสต็กเนื้อทุกรูปแบบในกะทะร้อนที่รสชาติสมน้ำสมเนื้อกับราคา พอไหวครับ • เมนูไม่หลากหลายมากนักครับ เน้นดื่มชา กาแฟ มากกว่า
FYI : สำหรับคนชอบดื่มกาแฟ ที่นี่บริการลูกค้าด้วย Nescafe DolceGusto ด้วยนะครับ • ดื่มแค่กาแฟก็คุ้มราคาแล้ว

อันดับ 5
Jonathan's - ジョナサン
อันดับ 5 ของเรา คือโจนาธานส์ พี่น้องกับร้านอันดับ 4 เป็นร้านในเครือ SkyLark ครับ • บอกตรงๆเลยว่า อาหารที่นี่ไม่มีอะไรโดดเด่นเลย หรือไม่อร่อยเท่าไหร่นั่นเองอะ 555 แค่พอแหลกได้ • แต่เค้าก็มีดีทางขนมหวานนะ คือ French toast แบบหวานเค้าอร่อยดีเลยล่ะ ส่วนของคาว บอกเลยว่า กินข้าวปั้นเซเว่นดีกว่าครับ เดี๋ยวจะร้องไห้ หุหุหุ • อาหารเช้าแบบญี่ปุ่น พอไหว กินได้อยู่ครับ
FYI : ที่มีเมนูกับแกล้มเฉพาะสำหรับคนดื่มเบียร์ ราคา ¥250 หลายเมนูมากๆ ซึ่งถือว่าเหมาะกับคนที่ไม่ต้องการรับประทานอาหารมื้อหลัก แต่มานั่งเล่นๆคุยกับเพื่อนครับ


ติดตามสาระน่ารู้เกี่ยวกับ กิน เที่ยว และกิจกรรมต่างๆเกี่ยวกับการท่องเที่ยวได้อีกครั้งหน้านะครับ

#VRA #vacationrightaway #Worldventures